Saturday, February 2, 2013

เนื้อแกะทานหยางของหนิงเซี่ยเตรียมเสริ์ฟในงานเอเชียนเกมส์ที่กว่างโจว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทอาหารฮาลาล Yanchi Xinhai Muslim Food (盐池鑫海清真食品公司) ได้เซ็นสัญญากับคณะกรรมการจัดงานกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 16 ที่นครกว่างโจว เพื่อจัดส่งเนื้อแกะทานหยาง (滩羊) ให้กับคณะจัดงานฯ จำนวน 150 ตัน


อำเภอเอี๋ยนฉือ มีสินค้าเกษตรที่โดดเด่น 2 ชนิด คือ ชะเอมและแกะทานหยาง อำเภอเอี๋ยนฉือได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอแห่งแกะทานหยางของจีน” ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้อุตสาหกรรมแกะทานหยางกลายเป็นอุตสาหกรรมอันดับ 1 ของอำเภอดังกล่าว ปี 2551 อำเภอเอี๋ยนฉือมีฟาร์มเลี้ยงแกะทานหยาง 19 แห่ง มีผู้เลี้ยงแกะทานหยาง 4,700 ครอบครัว รวมจำนวนแกะทานหยางประมาณ 1.81 ล้านตัว และมีรายได้จากการจำหน่ายเนื้อแกะทานหยางกว่า 500 ล้านหยวน นอกจากนี้ ยังได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของ “盐池滩羊” (เนื้อแกะทานหยางอำเภอเอี๋ยนฉือ) อีกด้วย

ปัจจุบัน มีเกษตรกรที่เลี้ยงแกะทานหยาง ปลูกชะเอมและอุตสาหกรรมโดดเด่นอื่น ๆ ของอำเภอเอี๋ยนฉือรวมกว่า 100,000 คน ปี 2551 เกษตรกรมีรายได้เสริมโดยเฉลี่ยต่อคนจากอุตสาหกรรมแกะทานหยางและชะเอมกว่า 1,000 หยวน รัฐบาลกานซูได้วางแผนไว้ว่า ภายในปี 2556 อำเภอเอี๋ยนฉือจะมีพื้นที่เพาะปลูกชะเอมถึง 1 ล้านหมู่ (2.4 หมู่ เท่ากับ 1 ไร่) และมีการเลี้ยงแกะทานหยางถึง 3 ล้านตัว การผลิตของ 2 โครงการดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านหยวน

กิจกรรมป้อนอาหารแกะ(แกะชอบกินถั่วฝักยาว)

ตะลอนตามฝันในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกับ “ฟาร์มโชคชัย”

             
ด้วยความที่ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ อินเดียแดง และชอบดูหนังเกี่ยวกับ คาวบอย  ฉันจึงตั้งปณิธานไว้ว่า หลังจากเรียนหนังสือจบจะไปทดลองเป็น คนในงานในฟาร์มวัว แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง เพราะพอเรียนจบปุ๊บ !!! ฉันก็เลือกทางเดินอีกทาง แล้วพักความฝันที่ว่าจะก้าวเข้าสู่การได้สัมผัสกลิ่นอายของท้องทุ่งในฟาร์มวัวไว้เป็นการชั่วคราว  
ผ่านมาเกือบ 5 ปี ความฝันนั้นยังคงอยู่....ไม่หายไปไหน!!!!
          
และเมื่อไม่นานมานี้ ฉันจึงขอไปสูดกลิ่น ขี้วัว ด้วยการเดินเข้าสู่ห้วงฝันที่เคยมาดมั่นไว้ในวัยเรียนแต่แปรเปลี่ยนความตั้งมั่นที่จะสัมผัสชีวิตการเป็น คนงานฟาร์ม ด้วยการเป็น นักท่องเที่ยว แทน
 ช่วง สายของวันอาทิตย์ปลายเดือนมีนาคม ฉันและเพื่อนขับรถออกจากกรุงเทพฯ ใช้ถนนพหลโยธินวิภาวดี แล้วเลี้ยวขวาจาก จ.สระบุรี เข้าสู่ถนนมิตรภาพ แล้วหยุดที่ กม.159-160 ที่เป็นประตูทางเข้าจังหวัดนครราชสีมา(โคราช) โดยมีจุดหมาย คือ ฟาร์มโชคชัย  
           
                                                                  ซื้อตั๋วก่อน
การมาเดินทางไปครั้ง ฉันและเพื่อนต่างไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฟาร์มโชคชัยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มี คือ อยากไปและอยากเห็นฟาร์ม ดังนั้นทุกอย่างที่ตรงหน้าจึงตื่นตาตื่นใจและไร้การคาดหวัง
พอไปถึงฟาร์มโชคชัย จึงเป็นช่วงเวลา 11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดร้อนเปรี้ยงปร้าง  เราจึงตรงดิ่งเข้าไปที่เคาร์เตอร์จำหน่ายตั๋วก็ได้รับข้อมูลว่า การเที่ยวชมฟาร์มนั้นจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงและวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จัดรอบให้เข้าชมหลายรอบ เพราะฟาร์มเปิดตั้งแต่ 09.00-15.00 น. ฉันและเพื่อนจึงซื้อตั๋วสองใบราคาใบละ 250 บาท รอบเวลา 11.40 น.
             
           ทั้งนี้ทราบข้อมูลว่า หากเที่ยวในวันจันทร์-ศุกร์ ฟาร์มจะเปิด 2 รอบ คือ เวลา 10.00 น.และ 14.00 น. และตั๋วผู้ใหญ่จะได้ลดราคาเหลือใบละ 235 บาท และตั๋วเด็กจะเหลือใบละ 115 บาท หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั๋วเด็กจะราคา 125 บาท
            
                                             ประตูทางเข้า
เมื่อเราได้ตั๋วเวลา  11.40 น. เท่ากับว่าต้องรอตั้ง 40 นาที ฉันจึงชักชวนกับเพื่อน หาข้าวกลางวันกินก่อนที่จะไม่มีแรงเดิน ซึ่งใกล้ๆ เคาร์เตอร์ซื้อตั๋วจะมีร้านสเต็คอยู่ เราตั้งใจว่าจะเข้าไปลองชิมสเต็คเพื่อให้ได้พิสูจน์ว่า เรามาถึงฟาร์มโชคชัยแล้ว แต่พอมองเข็มนาฬิกาและมองผู้คนที่ค่อนข้างจะล้นหลามต่อการรอชิมสเต็คแล้ว ถ้อยคำที่พูดออกมาพร้อมกันคือ จะกินเหรอ???” นั่นจึงเป็นส่วนตัดสินใจให้เรา เซย์บาย กับการลองชิมสเต็ค
              ร้านสเต็กในช่วงเสาร์-อาทิตย์ค่อนข้างหนาแน่น
ด้วยความที่อากาศร้อนสุดขั้วฉันจึงตรงดิ่งไปยังร้านไอติม อึ้มม์ มิลค์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนมในฟาร์มโชคชัยที่นำนมสดมาทำ ไอศครีม เป็นออเดิร์ฟก่อนที่จะกินข้าวเที่ยง และแล้วอาหารมื้อเที่ยง ของวันนั้นจึงเป็นอาหารง่าย ๆ ที่หาได้จากร้านบริเวณหน้าฟาร์มโชคชัย
เมื่อ ได้อาหารรองท้องเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาที่เปิดโลกของการเป็นคาวเกิร์ลและ คาวบอยเสียที เพราะระหว่างที่นั่งกินอาหารกลางวันอยู่นั้น ฉันเห็นสาวประชาสัมพันธ์แต่งชุดคาวเกิร์ลเดินขวักไขว่ไปมาให้เห็นจนแทบจะรน ทนไม่ได้ อยากเห็นวัว อยากเห็นม้า เต็มทีแล้ว

การเข้าชมฟาร์มปศุสัตว์นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีพิธีรีตรองเสียเลย
   
                                                           ฟังข้อมูลก่อนเข้าชมฟาร์ม
เบื้อง แรก....หลังจากผ่านประตูทางเข้าแล้ว ด่านแรกที่เราต้องรู้ไว้เป็นสารณะ คือ การรับฟังการบรรยายรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับฟาร์มเสียก่อน  ซึ่งเดิมทีเดียวฟาร์มโชคชัยในยุคบุกเบิกนั้นมีเนื้อที่ไม่มากนัก แต่ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ พื้นที่ปลูกหญ้า และโรงงาน (ส่วนตัวไม่ทราบว่าเขาได้พื้นที่มากมายนี้มาได้อย่างไร แต่การได้พื้นที่มากโขขนาดนี้มาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ครอบครอบนั้นมันก็น่าสงสัย อยู่......)

                           เดินผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม
พอทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับฟาร์มแล้วเราก็เตรียมตัวทัวร์ แต่ก่อนที่จะเข้าไปภายในฟาร์มก็ต้องมีกระบวนการ ฆ่าเชื้อ โดยบริเวณประตูทางเข้าจะมีการฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อและให้ผู้เข้าชมทุกคนล้างมือ ด้วยน้ำสะอาด จากนั้นก็ตรงดิ่งไปรับทราบข้อมูลรถรุ่นบุกเบิกของฟาร์มที่แน่นอนว่า มี คาวเกิร์ลสาวสวย เป็นผู้แนะนำให้รู้จัก
                             ชมรถรุ่นบุกเบิกฟาร์มโชคชัยกับคาวเกิร์ล
พอโบกมือบ๊ายบาย ไกด์สาวสวย เราก็ตรงดิ่งขึ้นรถรางที่แน่นอนว่ามี คาวเกิร์ล เป็นไกด์สาวสวยพาทัวร์ ซึ่งทริปนั้นมีไกด์ชื่อ นันธิดา เป็นหัวหน้าคณะทัวร์ หรือเรียกตามภาษาฟาร์มโชคชัยก็คือ เจ้าหน้าที่นำชมนั่นเอง ป้ายแรก.....ที่รถรางจอด คือ ที่รีดนมวัว โดยมีแม่วัวทั้งสาวและแก่หันก้นไว้คอยให้รีดนมอยู่กว่า 48 ตัว ซึ่งทุกตัวพร้อมแล้วที่จะกลั่นนมออกจากเต้าให้รีด
งาน นี้ไกด์....อธิบายว่า เดิมทีเดียวกระบวนการรีดนมจะใช้แรงงานคน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนมาเป็นกระบวนการรีดนมด้วยเครื่องหมด แล้ว เหตุผลเดียว คือ การใช้แรงงานคนช้ากว่าใช้เครื่อง  อีก อย่างการใช้เครื่องรีดนมสามารถป้องกันการของเสียหลุดเข้าไปในถังรองน้ำนมได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าระหว่างที่ถูกรีดนมอยู่นั้นเธอจะไม่ถ่ายของเสียออกมา ดังนั้นการใช้เครื่องรีดจึงปลอดภัยกว่า
            คนงานทดลองรีดนมวัวเพื่อดูว่าแม่วัวพร้อมกับการใช้เครื่องรีดนมหรือไม่
แต่ สิ่งหนึ่งที่ยังคงใช้แรงงานคนอยู่ คือ การทดลองบีบนมก่อนว่า น้ำนมของวัวตัวเมียพร้อมกับการรีดหรือไม่ ถ้าหากน้ำนมมีสีขาวปนแดงนั่นหมายความว่า แม่วัวไม่พร้อมต่อการรีด เพราะเธออาจจะไม่สบาย ถ้าคนงานทดลองรีดนมใส่ถังน้ำแล้วปรากฎว่า น้ำนมมีสีขาวขุ่นก็หมายความว่า แม่วัวสุขภาพปกติดี สามารถใช้เครื่องรีดนมเธอได้
ปกติแล้วแม่วัวแต่ละตัวจะให้นมวันละ 3 เวลา คือเวลา ตี 4 ,เก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น และมีพิกัดในการรีดนมได้เฉลี่ย 18 กิโลกรัม ต่อวันต่อตัว ซึ่งใกล้ ๆ บริเวณรีดนมวัวนั้น จะมีเครื่องวัดว่า แม่วัวแต่ละตัวให้นมในแต่ละครั้งไปแล้วกี่กิโลกรัม (เหมือนกับการเติมน้ำมัน) เมื่อเครื่องทำงานไปสักระยะและถึงเวลาที่น้ำนมจะถึงพิกัดที่กำหนด คนงานมาจะเดินมาปิดเครื่องรีดนมวัวตัวนั้นและถ้ารีดนมวัวตัวนั้นแล้วเสร็จ ก็ฉีดสเปรย์ที่มีสารละลายของทิงเจอร์ไอโอดีนให้กับแม่วัว ทั้งนี้เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม (เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแม่วัวก็เป็นมะเร็งเต้านมได้-ความรู้ใหม่)

หลังจากชมกระบวนการรีดนมและได้ทดลองรีดนมวัวแล้ว...ฟาร์มโชคชัยก็มีกระบวนการ ขายของ ด้วยการให้เราชมขั้นตอนการทำไอศครีมจากนมวัวและให้ลองชิมไอศครีมหลากรสชาติ จากนั้นก็ขึ้นรถรางตรงดิ่งเข้าสู่ ฟาร์มโชคชัย 
                                                   รถรางเที่ยวชมฟาร์ม
เมื่อ รถรางออกเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของฟาร์มโชคชัย กลิ่นสาปแบบแปลกๆ ก็ลอยปะหน้าอย่างเต็มเต็ง ทำให้ไกด์สาวสวยของเรารีบบรรยายว่า จากนี้ไปจะเป็นส่วนที่วัวเนื้อและวัวนมอยู่ ซึ่งแต่ละคอกก็จะมีวัวอยู่คอกละ 48 ตัว ดังนั้นจึงขอให้ผู้เยี่ยมชมทุกท่านสูดกลิ่นขี้วัวให้เต็มปอดนะคะ พลันสิ้นเสียงไกด์คาวเกิร์ล ก็เรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงทำให้การสูดกลิ่นขี้วัวครั้งนั้นไม่ได้เหม็นเท่าใดนัก
               
เธอบรรยายต่อว่า ฟาร์มโชคชัยมีวัวทั้งหมด 5 พันตัว ซึ่งมีทั้งวัวเนื้อและวัวนม โดยเหตุที่ต้องแบ่งให้แต่ละคอกมีวัวอยู่คอกละ 48 ตัวนั้นก็เป็นเพราะว่า ง่ายต่อการนำวัวไปยังเครื่องรีดนมนั่นเอง 
                  ดูคนขับรถรางค่อนข้างเคร่งขรึม
พอผ่านพื้นที่ปศุสัตว์แล้วก็เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่สีเขียวที่มีหญ้าหลากหลายสายพันธุ์  ไกด์สาวบรรยายว่า ฟาร์มโชคชัยปลูกหญ้าหลายหลายชนิด แล้วเธอก็หยุดให้ลูกทัวร์ได้ลองทายดูว่า รู้จักหญ้าชนิดไหนบ้าง
          
ลูกทัวร์ที่เป็นกระทานายหนึ่งจึงตอบว่า หญ้าโรซี่"
ทำให้เธออมยิ้มแล้วอธิบายต่อว่า ถูกต้องค่ะ ที่นี่ปลูกหญ้าโรซี่ด้วย ความจริงแล้วหญ้าโรซี่มีคุณสมบัติ คือ แก่เร็ว ตายช้า ดังนั้นไปอย่าตั้งชื่อใครว่า โรซี่นะคะ มุขนี้เรียกเสียงหัวเราะแบบลืมร้อนไปเลยทีเดียว
                                              หนุ่มคาวบอยร่วมทริป
พอรถรางเคลื่อนเข้าสู่ท้องทุ่งหญ้าที่มีสีเขียวอ่อน ๆ  เธอก็อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า บริเวณนี้จะเป็นหญ้าอ่อนๆ ค่ะ ดูได้จากสีเขียวของหญ้าที่ยังสีเขียวอ่อน ๆ ไม่เข้มนัก ระหว่างนี้เธอก็หยอดอีกมุขหนึ่ง ลองทายสิคะว่า หญ้าอ่อน ๆ นี้เก็บไว้ให้วัวอายุกี่ขวบ 
          
แน่นอนมุขนี้ลูกทัวร์หลายรายตะโกนขึ้นพร้อมๆ กันว่า วัวแก่ พร้อมกับเสียงหัวเราะครึกครื้น
แต่เธอกลับให้ข้อมูลว่า ความ จริงแล้ว หญ้าอ่อนๆ ต้องให้วัวเด็กที่คลอดไม่กี่สัปดาห์ ดังนั้นสำนวนที่ว่า โคแก่กินหญ้าอ่อนจึงไม่น่าจะเหมาะกับหญ้าอ่อนชนิดนี้นะคะ 
            
เมื่อพ้นทุ่งเขียวขจีแล้ว.....ก็จะเห็นบ่อหญ้าหมัก(อ่านว่า บ่อหญ้าหมัก อย่าแปลความเป็นอื่นนะคะ)   ซึ่งมีรถบดหญ้าและโกดังเก็บหญ้าอยู่เป็นทิวแถว ระหว่างนี้ไกด์สาวคาวเกิร์ลคนเดิมอธิบายว่า นี่เป็นกระบวนการถนอมอาหารไว้ให้วัวค่ะ ใครอยากได้ซักฟ่อนไหมคะ หลายคนส่ายหน้าเลิ่กหลั่ก ซึ่งลูกทัวร์ข้าง ๆ ฉันบ่นพึมพำว่า แหม ๆ จะให้เอาอาหารที่ถนอมแล้วกลับไปกินเหรอจ๊ะ จึงทำให้ฉันแอบอมยิ้มไม่ได้ 
                                    กิจกรรมขี่ม้าในเมืองคาวบอยจำลอง
ป้ายที่สอง.......ที่รถรางจอดให้เที่ยวชม คือ เท็กซัส...เอ๊ยไม่ใช่ เป็นสถานที่จำลองเมืองคาวบอยค่ะ โดยมีคาวบอยออกมาโชว์การขี่ม้า โชว์ควงปืน โชว์การไส้แส้ โชว์การล้มวัวด้วยเชือก  และ สุดท้ายโชว์ตีตราวัว (เพื่อให้รู้ว่า วัวอายุกี่ขวบและให้รู้ว่าวัวตัวนั้นมาจากฟาร์มใด ซึ่งการโชว์สุดท้ายนี้ไม่ได้เป็นการโชว์จริง แต่เป็นการใช้เหล็กร้อนๆ ที่มีตราประทับบนวัวไม้อัดแทนวัวจริง)
 
ใครไม่อยากขี่ม้าจริงก็มีกิจกรรมขี่ม้าไม้
ภายหลังการโชว์นั้นลูกทัวร์มีเวลาสำหรับการเที่ยวชมเมืองจำลองประมาณ 20 นาที ดังนั้นใครใคร่ขี่ม้า...ก็ขี่ ใครใคร่อยากละเล่นอย่างอื่นก็มีให้เล่น อาทิ ยิงปืน ปาเป้า ปาลูกดอก ฯลฯ ซึ่งการละเล่นหลายอย่างก็จะเป็นเหมือนงานวัด (ฮา)
              
ส่วน ฉันไม่เลือกทำอะไรเลย เพราะแดดร้อนเปรี้ยงปร้างในช่วงเวลาหลังเที่ยง คงไม่ทำให้ฉันอยากขี่ม้ากลางแดดหรอก สิ่งเดียวที่ยั่วยวนน้ำลาย คือ ไอศครีมนมสด   ที่ตักคำแรกต้องบอกว่า อึ๊มม์ มันคลายร้อนได้เหมือนกันชื่อ อึ๊มม์ มิลค์จริงๆๆ 
                               คาวบอยโชว์การใช้แส้
             กิจกรรมคาวบอยโชว์การล้มวัวด้วยเชือก
โปสการ์ดของคาวบอยมีให้เห็นอยู่มากในเมืองคาวบอยจำลอง

ถัดจากเมืองคาวบอยจำลองเราก็เคลื่อนรถรางเข้าสู่ฟาร์มสุนัข ทว่าก่อนที่ไปถึงฟาร์มสุนัขเราได้เห็นวิธีการต้อนแกะของสุนัขต้อนแกะ (sheep dog) ที่สุนัขต้อนแกะนี้จะตัวเล็กคล้ายสุนัขจิ้งจอก แต่เป็นคนละสายพันธุ์ ซึ่งเขาก็จะมีวิธีการเลี้ยงแกะได้ดีและสามารถต้อนแกะให้กลับเข้ากรงได้อย่าง น่าทึ่ง
              
                                                              การโชว์สุนัขต้อนแกะ
 แต่ดูเหมือนว่า แกะ จะไม่ค่อยชอบหน้าสุนัขต้อนแกะเอาเสียเลย เพราะถ้าหากแกะตัวใดไม่ฟัง วิธีการเดียวที่ถูกกระทำ คือ การกัด   โดยระหว่างกระบวนการต้อนนั้นจะไม่มีแกะตัวใดอยากอยู่ท้าย ๆ แถวเลย เพราะกลัวว่าจะถูกงับเข้าที่สะโพก  ซึ่งจะทำให้มันได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นตัวที่อยู่สุดท้ายจึงมักกระโดดข้ามเพื่อน ๆ เพื่อแย่งกันไม่ขออยู่ท้ายแถว 
พ้น การดูวิธีการต้อนแกะของสุนัขต้อนแกะแล้ว รถรางของเราก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ฟาร์มสุนัข ซึ่งเป็นฟาร์มที่มีสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ โดยบริเวณฟาร์มดังกล่าวจะรับฝึกสุนัขด้วย ดังนั้นสุนัขที่ได้รับการฝึกแล้วจึงสามารถไปทำตามคำสั่งได้อย่างไม่อิดออด และเราก็ได้โชว์สุนัขที่เรียกเสียงฮาได้แบบขำกลิ้ง แบบลืมหิว ลืมร้อน ลืมเหนื่อยไปเลยทีเดียว
               
                         กิจกรรมป้อนอาหารแกะ(แกะชอบกินถั่วฝักยาว)
ใกล้ กันนั้นก็มีสวนสัตว์ที่ให้เราได้เที่ยวชมได้เหมือนเขาดิน แต่สวนสัตว์ของฟาร์มโชคชัยจะปล่อยให้สัตว์ได้อยู่แบบธรรมชาติ โดยปล่อยให้กวางเดินส่ายสะโพกประหนึ่งเป็นป่าใหญ่  ปล่อยให้แกะเดินดุ่ม ๆ เสมือนหนึ่งได้เดินกลางทุ่งหญ้า
การ ทำเช่นนี้ทำให้สัตว์คุ้นชินกับผู้คนจนลืมคิดว่า ตัวเองเป็นสัตว์ป่าไปแล้วกระมัง เพราะพอพวกมันเห็นคน มันก็ตรงดิ่งเข้าหา โดยคิดว่า น่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาฝากมัน
แน่ นอนใกล้ๆ กันนั้นก็มีอาหารสัตว์ไว้ขายเพื่อให้นักเทียวได้ซื้อเลี้ยงพวกมัน และนี่เป็นกลวิธีที่ฟาร์มโชคชัยให้นักท่องเที่ยวเลี้ยงอาหารมันเป็นการตอบ แทนนั่นเอง(ฮา)
 
เวลากว่า 2 ชั่วโมงฉันจึงได้ดื่มด่ำกับ ความฝันที่เป็นจริง แม้จะไม่ได้เป็นคนงานในฟาร์มและรู้ว่า  เบื้องหน้าที่ได้พบเห็นนั้นเป็นการแสดงและเป็น set up ขึ้นเพื่อเอาใจนักท่องเทียว แต่ฉันก็มีความสุขกับ วัว ที่ฉันเห็นและสัตว์อีกนานาชนิดที่อยู่ในฟาร์มอันเขียวขจี 
                                     ขากลับก็แวะร้านของฝากนิดๆ หน่อย
แม้ แดดจะแผดร้อนมากแค่ไหน ทว่าจิตใจของฉันไม่ได้ร้อนรุ่มไปกับเปลวแดด แม้หลังจากตระเวนฟาร์มแล้ว อุณหภูมิในร่างกายจะแปรเปลี่ยนจนไปแทบจะทานทนไหวและทำให้ฉันป่วยไข้ ทว่าฉันก็ป่วยไข้ด้วยความสุขและไม่โทษใคร เพราะต้องโทษตัวเองที่ไปสายทำให้แดดร้อน

บทสรุปหลังการได้ ท่องเที่ยวกึ่งฟาร์มปศุสัตว์ ครั้งนี้จึงได้รับบทเรียนอย่างหนึ่งว่า อย่านอนตื่นสาย นั่นเอง(ฮา) เพราะการเที่ยวหน้าร้อนแดดจะแผดเผาเอาจนทำให้เราเสียอรรถรสในการเยี่ยมชมนั่นเอง

Monday, January 28, 2013

สัตว์เคี้ยวเอื้อง


สัตว์เคี้ยวเอื้อง


ถ้า พูดถึงสัตว์เคี้ยวเอื้องทุกคนคงนึกถึงโค กระบือ ความเป็นจริงสัตว์เคี้ยวเอื้องมีหลายชนิด ทุกชนิดล้วนกินพืชเป็นอาหาร สัตว์เคี้ยวเอื้องจะมี 4 กระเพาะ มีกระเพาะหมัก หรือ รูเมน (rumen) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีกระเพาะรังผึ้ง (reticulum) กระเพาะผ้าขี้ริ้ว (omasum) และกระเพาะแท้ (abomasum) ซึ่งมีโครงสร้าง หรือหน้าที่คล้ายกับสัตว์กระเพาะเดี่ยว หรือเหมือนของคนเรานี่เอง นอกจากโค กระบือแล้ว แพะ แกะ อูฐ กวาง อื่นๆ อีกมากมายที่กินพืชเป็นอาหารล้วนเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง แต่ไม่ใช้สัตว์ที่กินพืชทุกชนิดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องและมี 4 กระเพาะทั้งหมด มีข้อยกเว้นเหมือนกัน เช่น ม้า ม้าเป็นสัตว์ที่กินพืช หรือหญ้าเป็นอาหารเหมือนกัน แต่ม้าเป็นสัตว์กระเพาะเดี่ยว ไม่มี 4 กระเพาะเหมือนโค การที่สัตว์ต้องเคี้ยวเอื้องก็เพื่อช่วยย่อยอาหาร หรือบดอาหาร แต่เป็นการย่อยเชิงกล สัตว์ไม่สามารถย่อยเซลล์พืชได้ ต้องอาศัยการย่อยของแบคทีเรียด้วยการหมักในกระเพาะหมัก ดังนั้นสัตว์เคี้ยวเอื้องจึงต้องอาศัยการย่อยของแบคทีเรียเหมือนกัน การเคี้ยวเอื้องก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวให้กับแบคทีเรียในการย่อยเซลล์พืชได้ ดีขึ้น สารที่ได้จากการหมักย่อยของแบคทีเรียซึ่งเป็นกรดไขมันมันระเหย (volatile fatty acids) ร่างกายของสัตว์เหล่านี้ก็จะดูดซึมไปใช้ในการสร้างพลังงาน สร้างเนื้อและนม

เนื้อ โค กระบือเป็นอาหารที่คนนิยมบริโภค รวมทั้งยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ได้มาจากสัตว์เหล่านี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เคี้ยวเอื้อง
โค
กระบือ
แกะ
แพะ
อื่นๆ

แกะและแพะ

การ เลี้ยงแกะและแพะในประเทศไทย ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีการเลี้ยงกันเป็นบางส่วน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ เช่น กองบำรุงพันธุ์สัตว์ในภาคต่างๆ เป็นต้น การเลี้ยงสัตว์เคี่ยวเอื้องขนาดกลางนี้ในประเทศไทยมีจุดประสงค์เพื่อกิน เนื้อ (แกะ) กินน้ำนม (แพะ) เป็นสัตว์ทดลอง เป็นต้น คนไทยไม่ค่อยนิยมการบริโภคเนื้อแพะแกะเท่าไหร่นัก การเลี้ยงแพะแกะจึงไม่ค่อยเติบโต เหมือนการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ ในต่างประเทศการเลี้ยงแกะนอกจากเพือจุดประสงค์ดังกล่าวแล้ว ยังเลี้ยงแกะเพื่อเอาขนแกะไปใช้ประโยชน์ และถือเป็นจุดประสงค์หลักของการเลี้ยงก็ว่าได้ แกะพันธุ์ขนที่นิยมเลี้ยงคือ พันธุ์เมอร์ริโน นอกจากพันธุ์นี้แล้วยังมีแกะพันธุ์อื่นๆ อีก
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับแกะและแพะ
การเลี้ยงแกะ
การเลี้ยงแพะ
อาหาร
โรคที่สำคัญ
อื่นๆ

ภาพสวยๆ แกะในทุ่งหญ้าสีเขียว

มองไปสบายตาดี
แกะ น่าร๊าก

แกะขาวในฝูงแกะดำ




วันนี้จะพาคุณไปแอบฟังผู้ชายคุยกัน
.
.
เงียบๆล่ะ.. เดี๋ยวพวกมันรู้ตัว
.
.
ณ.ร้านหมูย่างเกาหลีใกล้ๆบ้าน

ติ.."เป็นไงบ้างวะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน"

จ๊อยซ์.."เออว่ะ..กี่ปีแล้ววะ..น่าจะประมาณสิบปีแล้วเนอะ"

ติ.."เออ..ก็ว่างั้น"

จ๊อยซ์.."แต่มรึงยังเหมือนเดิมเลยนะ แลดูยังกะล่อนเหมือนเดิม"

ติ.."ตกลงนี่มรึงชมหรือด่ากรูเนี่ย"

จ๊อยซ์.."ถ้ากรูไม่ได้บังเอิญไปซื้อของร้านมรึงเราคงไม่ได้เจอกัน"

ติ.."เพื่อนกัน ยังไงซะวันนึงก็ต้องได้เจอกัน"

จ๊อยซ์.."มรึงสบายดีนะ"

ติ.."เออ..สบายดี แล้วมรึงล่ะหลังจากเรียนจบมรึงหายไปทำอะไรมา"

จ๊อยซ์.."เรื่องมันยาวว่ะ"

ติ.."เออ..กรูฟังมรึงได้ทั้งคืน"

จ๊อยซ์.."พอเรียนจบกรูก็ไปทำงานบริษัท งานมันก็โอเคนะ
แต่สังคมสิ ทุเรศสิ้นดี มีแต่การแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีแต่คนเห็นแก่ตัว
เจอหน้ากันทุกวันกรูยังไม่รู้เลยว่าใครจริงใจกับกรู บอกตรงๆ เหนื่อยใจว่ะ..
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตกรูก็คงจะเป็นตอนที่กรูเลิกกับแฟน ตอนนั้นมันเซโรงังไปหมด อยากหนีไปอยู่ที่ไหนก็ได้ไกลๆ ให้มันพ้นไปจากความวุ่นวาย
.
สุดท้ายกรูเลยเลือกไปเป็นครูสอนเด็กชาวเขา
รู้มั้ย..กรูโคตรมีความสุขเลย
ทุกๆ อย่างมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จากชีวิตที่วุ่นวายไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย
จากสังคมที่เห็นแก่ตัวไปสู่สังคมที่เอื้อเฟื้อ
จากสังคมของคนสวมหน้ากากไปสู่สังคมแห่งความจริงใจ
วันนึงกรูนึกอยากกินผัดยอดฟักแม้ว
เลยเดินโต๋เต๋ๆ หาเด็ดยอดฟักแม้วมาผัดกิน
กำลังเด็ดเพลินๆ มีเด็กนักเรียนคนนึงในห้องกรูมาเห็น
แทนที่มันจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
มันดันวิ่งไปตามเพื่อนแทบทั้งห้องมาช่วยกันเด็ดยอดฟักแม้วให้กรู
มรึงคิดว่ากรูจะรู้สึกยังไง..
กรูว่าต่อให้เป็นอาจารย์จากโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังที่ไหนก็คงไม่เคยได้รับสิ่งดีๆ แบบนี้อย่างกรู.."

ติ.."อ้าว..แล้วทำไมมรึงถึงเลิกเป็นครูซะล่ะ ดูชีวิตมรึงก็มีความสุขดีนี่"

จ๊อยซ์.."กรูจำได้แม่นว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ แน่นอนมันเป็นวันหยุดเรียน
แต่ครูใหญ่ให้กรูไปเกณฑ์เด็กที่ห้องมาให้หมด
แล้วให้กรูสอนอาชีพอะไรก็ได้ให้เด็กฟัง จะมีผู้ใหญ่จากทางจังหวัดมาตรวจ
กรูรู้สึกแหม่งๆ นะแต่ก็ต้องจำใจทำ
หลังจากนั้นสาม-สี่วันมีประชุมครู
กรูได้ซองมาซองนึงมันคือธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
เท่านั้นแหละกรูถึงได้เข้าใจทุกอย่าง
สรุปก็คือทางจังหวัดได้จัดงบมาให้ทางโรงเรียนเป็นเงินจำนวนนึง
เพื่อให้ทางโรงเรียนเอางบตรงนี้ไปสอนอาชีพเสริมให้เด็ก
เมื่อเด็กๆ เรียนจบแล้วจะได้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้
แต่งบจำนวนนั้นกลับถูกแบ่งแจกจ่ายกัน ในห้องประชุม
ถ้าเป็นมรึง มรึงจะทำยังไง..
ถ้ากรูรับเงินกรูก็คงเป็นแค่ผู้ชายเลวๆ ที่หากินกับเด็กตาดำๆ
แต่ถ้ากรูไม่รับเงินกรูจะกลายเป็นแกะขาวที่ถูกขับออกจากฝูงแกะดำ
.
.
สุดท้ายกรูเลยเลือกที่จะเดินเข้าไปพบครูใหญ่พร้อมกับซองสองใบ
ซองนึงใส่เงิน ซองนึงใส่ใบลาออก..
กรูว่าถ้าเป็นมรึง มรึงก็คงทำแบบกรู.."
.
.
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "การเป็นแกะขาวในฝูงแกะดำมันเท่ห์จะตาย"
.
.
(
ขอโทษที่บางช่วงบางตอนใช้ภาษาไม่สุภาพ ก็บอกแล้วไงว่าผมพาคุณไปแอบฟัง)

เนื้อแกะเหม็นสาบจริงหรือไม่!!! ใครเคยกินเนื้อแกะช่วยเฉลยที!!!

เนื้อแกะเหม็นสาบจริงหรือไม่!!! ใครเคยกินเนื้อแกะช่วยเฉลยที!!!


คนไทยเรานั้นอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับเนื้อแกะกันมากนัก

พวกเราน่าจะคุ้นเคยกับเนื้อหมู หรือ เนื้อวัว กันมากกว่า

แต่หากเป็นชาวต่างชาตินั้น ถ้าพูดถึงเนื้อแกะแล้วล่ะก้อ

รับรองได้ว่า เป็นอาหารจานโปรดของเขาเลยทีเดียวครับ
......
.......
มารู้จักกับแกะกันสักหน่อยดีกว่า???
แกะถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของโลก
เป็นสัตว์ที่ให้ผลผลิตได้มากมายหลายอย่างจริงๆ
นมและเนื้อ นำมาใช้ในการบริโภคได้
ส่วน ขนแกะก็นำมาใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม
มูลของแกะ ก็สามารถนำมาทำปุ๋ยได้เป็นอย่างดี
แกะเป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันมาก
ในแถบประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
ทางภาคกลางและภาคใต้ของประเทศในแถบอเมริกาใต้
และในประเทศอังกฤษ
......
....
เนื้อแกะที่นิยมกินกันมาจากส่วนใดของแกะ??? 
จะว่าไปแล้ว แทบจะทุกส่วนของแกะนั้น
สามารถนำเนื้อมากินได้ทุกส่วนเลยครับ
เพียงแต่หากจะว่าถึงความนิยมแล้วล่ะก้อ
ผมขอยกมาสักสามชิ้นส่วนก้อแล้วกันเนอะครับ
....
...
ส่วนซี่โครงแกะ หรือที่เรียกว่า Lamb Rack
เนื้อแกะส่วนนี้ต้องบอกเลยครับว่า สุดยอด!!!
วันพุธเคยลองทานมาแล้ว อร่อยอย่าบอกใครเชียว
ยิ่งหากได้ทานกับเบียร์เย็นๆหรือไวน์นุ่มๆรสเลิศแล้วด้วย
เนื้อในส่วนซี่โครงแกะนั้น จะละเอียด นุ่มนวลและชุ่มฉ่ำ
เป็นชิ้นส่วนที่ตัดตามยาวระหว่างซี่โครงที่3 ถึง ซี่โครงที่ 12
โดยตัดแยกออกจากส่วนหน้าอกของแกะ
ซี่โครงแกะ หรือ Lamb Rack นี้

นิยมนำไปทำเป็น ซี่โครงย่าง ซี่โครงทอด หรือซี่โครงอบ

อร่อยสุดๆอย่าบอกใครเชียวครับ
......
...
ส่วนขาแกะ หรือที่เรียกว่า Lamb Leg
ซึ่งในส่วนของขาหลังแบบยาว อร่อยมากครับ
เราเรียกว่า Lamb Leg Shank Tripper
เป็นชิ้นส่วนที่ตัดขวางตั้งฉากกับแนวยาวของกระดูกขาหลัง
ที่ตรงกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายต่อกับกระดูกหาง
เนื้อในส่วนของขาแกะนั้น เนื้อจะนุ่ม รสชาดเข้มข้นดี
เหมาะกับการนำไป ย่าง อบหรือตุ๋น
หรือแล่ไว้ทำสเต็กแกะและทำสตูลเนื้อแกะได้อร่อยเลย
.......
....
เนื้อสันในแกะ หรือที่เรียกว่า Lamb Tenderloin
เนื้อส่วนนี้จะนุ่ม ละเอียด มีไขมันน้อย
เหมาะกับการไปทำ เนื้อแกะย่าง เนื้อแกะอบ อร่อยมากครับ
......
.....
หลายคนที่ยังไม่เคยทานเนื้อแกะอาจคิดว่า
.
เนื้อแกะนั้นเหม็นสาบ
..
เมื่อก่อนผมก้อคิดว่า เนื้อแกะ นั้นเหม็นสาบ
แต่ความจริงแล้ว อาจเพราะเราไม่คุ้นชินกับมันมากกว่า
แต่พอได้ทานดูแล้ว ปรากฏว่าเนื้อแกะนั้น

ไม่ได้เหม็นสาบอย่างที่เคยคิดเลยครับ ตรงกันข้าม
หากเรานำมาปรุงอาหารอย่างถูกวิธีและใส่ใจแล้วนั้น
อร่อยมากๆเลยครับ โดยเฉพาะเนื้อส่วนซี่โครงแกะ
ขอบอกว่า หากใครได้ลองแล้วจะติดใจครับ
......
ส่วนสถานที่รับประทานนั้นไม่ขอแนะนำในที่นี้นะครับ
เดี๋ยวจะเป็นการโฆษณามากเกินไป เอาเป็นว่า
สามารถหาเนื้อแกะทานได้ตามร้านอาหารชั้นนำทั่วไป
แถวสุขุมวิท ทองหล่อ เกษตรนวมินทร์ สีลม พระราม4
หรือบริเวณอื่นๆที่มีชาวต่างชาติอยู่พอสมควรนั่นแหละครับ
..
ส่วนใครที่จะลองหาซื้อเนื้อแกะมาทำทานเองที่บ้าน ก็ไม่ยาก
หาซื้อได้ตามแผนกฟุ้ดส์ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
เช่นที่ พารากอน เอ็มโพเรียม วิลล่ามาร์เก็ต  ได้เลยครับ
.....
สุดท้ายนี้ วันพุธแนะนำอีกนิด
เนื้อแกะนั้น ทานกับไวน์แดง หรือไวน์ขาว สุดยอดจริงๆครับ ขอบอก
….. วันพุธ ……
ขอขอบคุณข้อมูลเรื่องแกะจาก wikipedia
และข้อมูลส่วนหนึ่งจาก บริษัทจาโกต้า (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้นำเข้าเนื้อแกะคุณภาพสูงจากประเทศออสเตรเลีย มา ณ ที่นี้ครับ

รกแกะ หรือ Placenta คือ ?

รกแกะ หรือ Placenta คืออะไร ได้ยินมานานแล้วแต่ไม่รู้ว่าช่วยเรื่องผิวอย่างไร?

รกแกะเป็นโปรตีนเข้มข้นที่สกัดจากรกแกะ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ก้าวหน้าด้วยกรรมวิธีที่ละเอียดอ่อนเพื่อสุขลักษณะ ของขั้นตอนการผลิตและรักษาคุณค่าของโปรตีน โปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อการเจริญเติบ โต และซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่อ่อนล้า ทั้งนี้โปรตีนเข้มข้นสกัดจากรกแกะที่นำมาใช้ในการผลิตจะต้องเป็นโปรตีน บริสุทธิ์ 100%
โปรตีนสกัดจากรกแกะมีคุณสมบัติเด่น ที่เหมาะสมสำหรับการใช้บำรุงผิวพรรณ ได้แก่ความสอดคล้องทางด้านชีวภาพกับเซลล์ร่างกายคนโดยทั่วไป ประกอบกับคุณลักษณะที่สามารถรวมตัวเข้าเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ ส่งผลให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก
 หลักธรรมชาติถือว่าโปรตีนจากรกที่ให้สารอาหารเพื่อการสร้างและเลี้ยง เซลล์ ชีวิตใหม่ให้เติบโต มีคุณประโยชน์นานาประการต่อผิวพรรณด้วยคุณสมบัติของสารอาหาร กรดอะมิโน และภูมิต้านทานตามธรรมชาติ นอกจากนี้ เซลล์ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นยังปราศจากสารที่ร่างกายต่อต้าน(สารพิษ แบคทีเรีย เซลล์โลหิต) ดังนั้นโปรตีนจากรกจึงกลมกลืนเข้ากับร่างกายคนทั่วไปได้และอ่อนโยนต่อทุก สภาพผิว โปรตีนสกัดจากรกแกะได้ผ่านการค้นคว้า ทดลอง และบันทึก
เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของคุณประโยชน์เด่นล้ำนานาประการที่ เติมเต็มคุณภาพของผิวพรรณ ตั้งแต่กระตุ้นการสร้างและผลัดเซลล์ ให้ความชุ่มชื้นและนุ่มนวล ดูแลลึกถึงส่วนของผิวที่ขาดน้ำเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้คงความยืดหยุ่นตาม ธรรมชาติ ทำให้ผิวพรรณกระชับและเรียบเนียนสดใสอ่อนวัย
 ผลิตภัณฑ์รกแกะ สามารถซึมซาบลึกถึงรูขุมขนได้รวดเร็วและดีเยี่ยม จึงช่วยเพิ่มความนุ่มนวล สดใสสู่ผิวรวมทั้งยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องและริ้วรอยหยาบกร้าน ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ที่สำคัญยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง แพ้ง่าย หรือ Sensitive Skin ผิวคุณจึงดูอ่อนกว่าวัย นุ่มนวลพร้อมช่วยคืนความแข็งแรง และผ่องใสสู่ผิว

ประโยชน์ของรกแกะ

1. กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ บำรุงเซลล์ผิวหน้าให้เปล่งปลั่ง ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย
2. ปกป้องสภาพผิวไม่ให้แห้งกร้าน สร้างความกระชับให้กับผิวหน้าดูเต่งตึงขึ้น
3. เสริมสร้างความอ่อนนุ่มละมุนให้กับผิว สัมผัสความอ่อนนุ่มหลังการใช้แค่ 2-3 นาที
4. ลดรอยด่างดำ ฝ้าและกระบนใบหน้า รวมทั้งปรับเซลล์สีผิวให้เรียบเนียนดูสม่ำเสมอ
5. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับสภาพผิว ช่วยลดอาการบวมบริเวณใต้ดวงตา
6. กระตุ้นการสมานเซลล์ผิวอันเกิดจากแผลต่างๆ รวมทั้งแผลเป็นได้อีกด้วย
7. เพิ่มความสดใสให้กับผิวที่แห้งกร้านจากแสงแดด และ UV
8. สร้างความเชื่อมั่นให้กับผิวหน้าอีกครั้ง และปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นพิษ เพราะรกแกะสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ
นุ่มละมุนด้วยโมเลกุลของน้ำ เพื่อช่วยดูดซึมและกระชับผิวให้แข็งแรง
9. ลดริ้วรอยหมองคล้ำก่อนวัย
10. ฟื้นฟูสภาพผิวให้บริสุทธิ์ สดใส
11. เสริมสร้าง ดูแล และลบเลือนจุดด่างดำบนใบหน้า